โรคไตวายเรื้อรัง คืออะไร? เช็กสัญญาณเตือนและอาการที่บอกว่าไตคุณเริ่มพัง

26/01/2026
  • images
  • images
โรคไตวายเรื้อรัง คือภาวะที่ไตค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการกรองของเสียและควบคุมสมดุลน้ำ เกลือแร่ และฮอร์โมนในร่างกายอย่างช้าๆ เพราะอาการเกิดอย่างเงียบๆ และค่อยเป็นค่อยไป หลายคนกว่าจะรู้ก็เมื่อเริ่มมีอาการผิดปกติชัดเจน เช่น บวม เหนื่อย หรือปัสสาวะเปลี่ยนไปแล้ว การสังเกต ไตวาย อาการ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงสำคัญมาก โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวานลงไต หรือความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของไตเสื่อมทั่วโลก

สารบัญ


โรคไตวายเรื้อรัง (CKD) เกิดจากอะไร? (เบาหวาน/ความดันเกี่ยวไหม?)

สาเหตุส่วนใหญ่ของ โรคไตวายเรื้อรัง เกิดจากโรคเรื้อรังที่กระทบต่อหลอดเลือดไตระยะยาว เช่น:

  • เบาหวาน — น้ำตาลที่สูงต่อเนื่องทำลายหลอดเลือดเล็กในไต
  • ความดันโลหิตสูง — ความดันที่สูงทำให้หลอดเลือดไตแข็งและตีบ
  • ไตอักเสบเรื้อรัง
  • นิ่วหรือท่อไตอุดตันเรื้อรัง
  • พันธุกรรมบางชนิด

เมื่อไตถูกทำร้ายต่อเนื่อง การทำงานของไตจะค่อยๆ ลดลง วัดได้จากค่า eGFR และ ค่าครีเอตินิน ที่เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ หากไม่ได้รักษา อาจลุกลามจนต้องฟอกไต





เช็กด่วน! 7 อาการสัญญาณเตือน “โรคไต” ที่คุณอาจมองข้าม

อาการเหล่านี้อาจเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เป็นสัญญาณสำคัญที่ควรตรวจสุขภาพไตทันที:

  1. ปัสสาวะเป็นฟอง — อาจบ่งบอกว่ามีโปรตีนรั่ว
  2. ตัวบวม เท้าบวม หน้าบวม — เกิดจากไตเก็บน้ำและเกลือมากเกินไป
  3. ปัสสาวะผิดปกติ (เยอะเกินไป / น้อยเกินไป / ปัสสาวะกลางคืนบ่อย)
  4. เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียเรื้อรัง — ไตเสื่อมทำให้เกิดโลหิตจาง
  5. เบื่ออาหาร คลื่นไส้ มีกลิ่นปากคล้ายแอมโมเนีย
  6. ปวดหลังบริเวณสีข้าง — อาจเกี่ยวกับไตอักเสบ หรือนิ่ว
  7. ความดันโลหิตสูงควบคุมยาก — ทั้งเป็นสาเหตุและผลลัพธ์ของไตเสื่อม

หากปล่อยทิ้งไว้นาน โรคจะค่อยๆ ลุกลามโดยไม่มีอาการเฉียบพลันเหมือนภาวะไตวายเฉียบพลัน ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวจนโรคเข้าสู่ระยะท้าย





ระยะของโรคไตวายเรื้อรัง (Stage 1–5) ไตเสื่อมแค่ไหนถึงต้องฟอก?

การประเมินระยะโรคใช้ค่า eGFR เป็นตัวกำหนด

Stage 1
ค่า eGFR : ≥ 90
ความหมาย : ไตทำงานลดลงเล็กน้อย แต่ยังปกติ

Stage 2
ค่า eGFR : 60–89
ความหมาย : ไตเริ่มเสื่อม ควรเริ่มคุมปัจจัยเสี่ยง

Stage 3
ค่า eGFR : 30–59
ความหมาย : ไตเสื่อมปานกลาง มีอาการชัดขึ้น

Stage 4
ค่า eGFR : 15–29
ความหมาย : ไตเสื่อมรุนแรง ต้องเตรียมตัวเรื่องฟอกไต

Stage 5
ค่า eGFR : < 15
ความหมาย : ไตวายระยะสุดท้าย อาจต้องฟอกไตหรือปลูกถ่ายไต

ผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการมากขึ้นในช่วง Stage 3–4 และเข้าสู่ภาวะที่ต้องฟอกไตใน Stage 5


ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคไต? (กลุ่มเสี่ยงที่ควรมาตรวจ)

  • ผู้ป่วย เบาหวาน
  • ผู้ป่วย ความดันโลหิตสูง
  • คนที่มีประวัติไตอักเสบ นิ่ว หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเรื้อรัง
  • คนในครอบครัวมีโรคไต
  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ใช้ยาแก้ปวด NSAIDs ต่อเนื่อง





วิธีชะลอไตเสื่อม และการดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยโรคไต

การชะลอไตเสื่อมทำได้ แม้ในผู้ที่มีโรคไตอยู่แล้ว โดยการดูแลต่อเนื่องดังนี้:

  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำกว่าเกณฑ์
  • ลดอาหารโรคไต เช่น อาหารเค็ม ลดโปรตีนในบางราย
  • ดื่มน้ำในปริมาณเหมาะสม
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวด NSAIDs
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ตรวจสุขภาพไตทุก 3–6 เดือน

การดูแลเหล่านี้ช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้จริง และอาจช่วยลดโอกาสเข้าสู่ระยะที่ต้องฟอกไต


การตรวจวินิจฉัยโรคไต หมอตรวจอะไรบ้าง?

การเข้ารับการตรวจไตมักทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวรู้สึกประหม่า เพราะกลัวผลจะออกมาไม่ดีหรือไตเสื่อมมากกว่าที่คิด แพทย์จะประเมินการทำงานของไตผ่านการตรวจหลักๆ ดังนี้:

  1. ตรวจเลือด
    • ค่าครีเอตินิน (Creatinine) — ใช้คำนวณ eGFR
    • ค่า eGFR — บอกระดับการทำงานของไต
    • ตรวจเกลือแร่ เช่น โซเดียม โพแทสเซียม
    ผลเลือดเหล่านี้ช่วยให้ผู้ป่วยเห็นภาพชัดเจนว่าไตยังทำงานได้ดีแค่ไหน และควรเริ่มดูแลส่วนใดเป็นพิเศษ

  1. ตรวจปัสสาวะ
    • หาโปรตีนรั่ว
    • ตรวจเลือดปน
    • ตรวจหาการติดเชื้อ
    สำหรับหลายคน การเจอโปรตีนรั่วในปัสสาวะครั้งแรกมักสร้างความตกใจ แต่การรู้เร็วช่วยให้ปรับพฤติกรรมได้ทันเวลา ก่อนที่ไตจะเสื่อมหนักขึ้น

  1. ตรวจอัลตราซาวด์ไต

    ใช้ดูขนาดของไต ความผิดปกติ หรือนิ่วอุดตัน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นภาพรวมของโรคได้ครบถ้วน

การตรวจทั้งหมดนี้ทำให้แพทย์รู้ว่าผู้ป่วยอยู่ในระยะใดของโรค และสามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด ทั้งสำหรับผู้ป่วยและครอบครัวที่กำลังเผชิญความกังวลเรื่อง “ไตจะเสื่อมไปถึงไหนแล้ว”


การประเมินการทำงานของไต

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการโรคไต (FAQ)

ปวดหลัง ปวดเอว เป็นอาการของโรคไตเสมอไปไหม?

ส่วนใหญ่แล้วอาการปวดหลังหรือปวดเอวเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ หรือกระดูกสันหลังเสื่อม ไม่ได้เกี่ยวกับโรคไตโดยตรง แต่ก็มีบางกรณีที่อาการปวดบริเวณนี้เกี่ยวข้องกับโรคไต โดยเฉพาะถ้าเป็น “ปวดบริเวณสีข้าง” ซึ่งเป็นตำแหน่งของไต หรือมีอาการร่วมอื่น เช่น ปัสสาวะแสบขัด มีไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่นหรือเป็นเลือด อาจเป็นสัญญาณของ ไตอักเสบ นิ่วไต หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่ลามถึงไต ได้
ถ้าปวดหลังต่อเนื่องหลายวัน หรือปวดแบบรุนแรงเฉียบพลัน ควรตรวจเพิ่มเติมเพื่อแยกสาเหตุว่ามาจากไตหรือกระดูก หรือ กล้ามเนื้อ


ฉี่เป็นฟอง แบบไหนถึงเรียกว่าผิดปกติ?

ปัสสาวะเป็นฟองเล็กน้อยหลังถ่ายถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะแรงดันของน้ำปัสสาวะทำให้เกิดฟองได้ แต่ถ้า ฟองเยอะผิดปกติ คงอยู่นาน ไม่ยุบง่าย หรือเกิดซ้ำบ่อย อาจบ่งบอกว่ามี โปรตีนรั่วในปัสสาวะ (Proteinuria) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของ โรคไตวายเรื้อรัง ช่วงเริ่มต้น
โปรตีนรั่วมักไม่มีอาการอื่นร่วม ทำให้หลายคนมองข้าม การตรวจปัสสาวะอย่างง่ายสามารถช่วยคัดกรองได้เร็ว และหากตรวจพบเร็ว ก็ช่วยป้องกันไตเสื่อมลุกลามได้มาก


ค่าไต (eGFR) เท่าไหร่ถึงเรียกว่าเริ่มเสื่อม?

ไตจะเริ่มถูกจัดว่า “มีความเสื่อม” เมื่อ ค่า eGFR ต่ำกว่า 60 ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน แสดงว่าไตทำงานลดลงประมาณครึ่งหนึ่งแล้ว ซึ่งอยู่ในระดับ Stage 3 ของโรคไตเรื้อรัง
แม้หลายคนจะยังไม่มีอาการชัดเจนในช่วงนี้ แต่การเสื่อมของไตถือว่ามาไกลพอสมควร จำเป็นต้องเริ่มแผน ชะลอไตเสื่อม อย่างจริงจัง เช่น ควบคุมความดัน ลดเค็ม ควบคุมเบาหวาน รวมถึงตรวจติดตามค่า eGFR อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าสู่ระยะที่ต้องฟอกไตในอนาคต


โรคไตวายเรื้อรัง รักษาให้หายขาดได้ไหม?

โรคไตวายเรื้อรังเป็นโรคที่ ไม่สามารถทำให้ไตกลับมาปกติ 100% ได้ เพราะเมื่อหน่วยไตถูกทำลายแล้ว ร่างกายไม่สามารถสร้างใหม่ได้ แต่สามารถ “ควบคุม” และ “ชะลอ” การเสื่อมได้อย่างมาก หากดูแลถูกวิธีและพบแพทย์สม่ำเสมอ
การรักษามุ่งเน้นให้ไตเสื่อมช้าลงและลดภาวะแทรกซ้อน เช่น บวม โลหิตจาง เกลือแร่ผิดปกติ ถ้าเข้าสู่ระยะท้าย ผู้ป่วยบางรายจำเป็นต้องฟอกไตหรือปลูกถ่ายไต แต่ด้วยการดูแลที่ดี หลายคนสามารถชะลอโรคไว้ได้นานเป็นสิบปี


สรุป

โรคไตวายเรื้อรังเป็นโรคที่เงียบและลุกลามช้า จึงทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมารู้ตัวก็ตอนที่อาการเริ่มชัดเจนแล้ว การรู้เท่าทัน ไตวาย อาการ, สัญญาณเตือนโรคไต อาการ, และการตรวจสุขภาพไตสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันการลุกลามได้มาก ความจริงที่ทำให้หลายครอบครัวมีกำลังใจคือ หากรู้เร็วและปรับตัวเร็ว เช่น ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และพบแพทย์ตามนัด ก็สามารถ “ชะลอไตเสื่อม” ได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดโอกาสเข้าสู่ระยะที่ต้องฟอกไตได้มาก
การดูแลโรคไตจึงไม่ใช่แค่การรักษา แต่เป็นการดูแลทั้งร่างกายและความรู้สึกของผู้ป่วยไปพร้อมกัน เมื่อมีข้อมูลที่ถูกต้องและการติดตามที่ดี ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรักษาคุณภาพชีวิตไว้อย่างมั่นคงได้เป็นเวลานาน


อ้างอิง

https://urologyspecialistsnc.com/7-early-signs-kidney-disease/ https://www.nephrothai.org/wp-content/uploads/2022/11/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87.pdf https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1308820220905025852.pdf

ข้อมูลโดย

นพ.ศุภวิวัชร โรจนสิงหะ ว.48276
อายุรแพทย์โรคไต, หมอเวชศาสตร์ครอบครัว
วว.เวชศาสตร์ครอบครัว , วว.อายุรศาสตร์ , วว.อายุรศาสตร์โรคไต
แพทยศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณืมหาวิทยาลัย


ข้อมูลแพทย์เพิ่มเติม


นพ.ศุภวิวัชร โรจนสิงหะ