ไตวาย อาการ 7 สัญญาณเตือนโรคไตวายเรื้อรังที่ไม่ควรมองข้าม
ไตวาย อาการเป็นอย่างไร คำถามยอดฮิตที่หลายคนถาม เมื่อเริ่มรู้สึกอ่อนเพลียเรื้อรัง หรือมีอาการบวมตามหน้าและเท้าโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งอาการเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนที่บอกว่าไตของคุณอาจกำลังมีปัญหา การประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบอาการด้วยตนเองก่อนตัดสินใจไปพบแพทย์จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญมาก เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ อาการอาจลุกลามจนกลายเป็นโรคไตวายระยะสุดท้ายที่ต้องพึ่งพาการฟอกไตไปตลอดชีวิต บทความนี้ ศูนย์ฟอกไต โรงพยาบาลธารารักษ์ จะพาคุณไปรู้จักกลไกของโรค อาการที่ต้องเฝ้าระวัง และแนวทางการชะลอไตเสื่อมอย่างถูกวิธี
สารบัญ
- โรคไตวายเรื้อรัง (CKD) คืออะไร?
- โรคไตวายเรื้อรังเกิดจากอะไร? เบาหวานและความดันเกี่ยวข้องอย่างไร?
- เช็กด่วน! 7 อาการสัญญาณเตือนโรคไตวายเรื้อรัง
- ระยะของโรคไตวายเรื้อรัง (Stage 1–5) ไตเสื่อมแค่ไหนต้องฟอก?
- วิธีชะลอไตเสื่อมและดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยโรคไต
- การตรวจวินิจฉัยโรคไต แพทย์ตรวจอะไรบ้าง?
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
โรคไตวายเรื้อรัง (CKD) คืออะไร?
โรคไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease) คือ ภาวะที่ไตค่อย ๆ สูญเสียประสิทธิภาพในการกรองของเสียและปรับสมดุลร่างกายอย่างถาวร ซึ่งภัยเงียบของโรคนี้ คือ มักไม่แสดงความผิดปกติในระยะแรก กว่าผู้ป่วยจะสังเกตพบโรคไตวาย อาการอย่างภาวะตัวบวม ปัสสาวะผิดปกติ หรือเหนื่อยหอบก็แสดงออกมาแล้ว ซึ่งเป็นสัญญานเตือนโรคไต อาการเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าไตอาจถูกทำลายไปมากแล้ว เราจึงควรหมั่นสังเกตอาการที่กล่าวไปตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัวอันเป็นสาเหตุหลักของภาวะไตเสื่อมทั่วโลก เช่น โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น
โรคไตวายเรื้อรังเกิดจากอะไร? เบาหวานและความดันเกี่ยวข้องอย่างไร?
สาเหตุส่วนใหญ่ของโรคไตวายเรื้อรัง เกิดจากโรคประจำตัวที่ส่งผลกระทบและทำลายหลอดเลือดไตในระยะยาว ดังนี้
- โรคเบาหวาน: ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงอย่างต่อเนื่องจะเข้าไปทำลายหลอดเลือดฝอยขนาดเล็กที่ทำหน้าที่กรองของเสียในไต หรือที่เรียกว่า เบาหวานลงไต
- โรคความดันโลหิตสูง: แรงดันเลือดที่สูงผิดปกติจะทำให้ผนังหลอดเลือดในไตแข็งตัว ตีบแคบ และส่งเลือดไปเลี้ยงเนื้อไตได้ไม่เพียงพอ
- โรคไตอักเสบเรื้อรัง: เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติและเข้าโจมตีหน่วยกรองไต ทำให้เกิดการอักเสบและสูญเสียการทำงาน
- นิ่วหรือท่อไตอุดตันเรื้อรัง: การอุดตันทำให้ปัสสาวะไหลย้อนกลับ ส่งผลให้เกิดแรงดันทำลายเนื้อเยื่อไต
- พันธุกรรมบางชนิด: เช่น โรคถุงน้ำในไต ที่ทำให้โครงสร้างไตผิดรูป
เมื่อไตถูกทำร้ายอย่างต่อเนื่อง ประสิทธิภาพการทำงานจะลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งสามารถวัดได้จากค่า eGFR ที่ลดลง และค่าครีเอตินินสูงขึ้น

เช็กด่วน! 7 อาการสัญญาณเตือนโรคไตวายเรื้อรัง
แม้ว่าอาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่กลับเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณควรเข้ารับการตรวจสุขภาพไตทันที
1. ปัสสาวะเป็นฟอง สัญญาณโปรตีนรั่ว
ฟองในปัสสาวะที่หนา คล้ายฟองเบียร์ และไม่ยอมยุบตัว เป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่าหน่วยกรองไตได้รับความเสียหายจนมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะออกมา
2. ตัวบวม เท้าบวม หน้าบวม
เกิดจากการที่ไตไม่สามารถขับโซเดียมและน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายได้ตามปกติ ทำให้เกิดภาวะคั่งน้ำ ซึ่งมักสังเกตได้ชัดบริเวณรอบดวงตาในตอนเช้า หรือบริเวณหลังเท้าและหน้าแข้ง
3. ปัสสาวะผิดปกติ
ไตที่เสื่อมสภาพจะไม่สามารถดึงน้ำกลับได้ตามปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน หรือในระยะท้าย ๆ อาจมีปริมาณปัสสาวะที่น้อยเกินไปจนผิดปกติ
4. เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียเรื้อรัง
นอกจากกรองของเสีย ไตยังมีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง (EPO) เมื่อผู้ป่วยมีภาวะไตเสื่อม ฮอร์โมนนี้จะลดลง นำไปสู่ภาวะโลหิตจาง ทำให้สมองและกล้ามเนื้ออ่อนเพลียตลอดเวลา เนื่องจากได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
5. เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปากมีกลิ่นแอมโมเนีย
เมื่อมีของเสียจำพวกยูเรียสะสมในกระแสเลือด จะส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ทานอาหารไม่ได้ และลมหายใจมีกลิ่นคล้ายปัสสาวะหรือแอมโมเนีย
6. ปวดหลังบริเวณสีข้าง
แม้ส่วนใหญ่อาการปวดหลังจะมาจากกล้ามเนื้อ แต่หากปวดร้าวลึก ๆ บริเวณสีข้างหรือบั้นเอว อาจสัมพันธ์กับภาวะไตอักเสบ การติดเชื้อ หรือมีนิ่วอุดตัน
7. ความดันโลหิตสูงควบคุมยาก
ไตมีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนควบคุมความดันโลหิต เมื่อไตเสื่อม การควบคุมความดันจะรวน ทำให้ความดันสูงขึ้น ซึ่งความดันที่สูงนี้ก็จะวนกลับไปทำลายไตให้เสื่อมเร็วขึ้นไปอีก
หากปล่อยอาการเหล่านี้ทิ้งไว้นาน ๆ โรคจะค่อย ๆ ลุกลามโดยไม่มีอาการรุนแรง ทำให้หลายคนมาพบแพทย์เมื่อโรคเข้าสู่ระยะท้ายแล้ว ดังนั้นการสังเกตอาการและเฝ้าระวัง จะช่วยให้คุณรู้ตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ ได้ดูแลรักษาอย่างถูกวิธี และไม่เสี่ยงเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งมักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่ละเลยการสังเกตจนอาการลุกลามรุนแรง
ระยะของโรคไตวายเรื้อรัง (Stage 1–5) ไตเสื่อมแค่ไหนต้องฟอก?
ในการประเมินความรุนแรงของโรค แพทย์จะใช้ ค่า eGFR (Estimated Glomerular Filtration Rate) หรืออัตราการกรองของไต ซึ่งคำนวณจากผลเลือดมาเป็นตัวแบ่งระยะของโรค
- Stage 1 (ค่า eGFR ≥ 90): ไตทำงานลดลงเพียงเล็กน้อย แทบไม่มีอาการผิดปกติ
- Stage 2 (ค่า eGFR 60–89): ไตเริ่มเสื่อม ต้องเริ่มควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างจริงจัง
- Stage 3 (ค่า eGFR 30–59): ไตเสื่อมปานกลาง เริ่มพบความผิดปกติของเกลือแร่และฮอร์โมน
- Stage 4 (ค่า eGFR 15–29): ไตเสื่อมรุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการชัดเจนขึ้น และต้องเริ่มวางแผนเตรียมตัวสำหรับการฟอกไต
- Stage 5 (ค่า eGFR < 15): เข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย ร่างกายไม่สามารถขับของเสียได้เอง ต้องรับการบำบัดทดแทนไต ด้วยการฟอกไต หรือ ปลูกถ่ายไต

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคไต? (กลุ่มเสี่ยงที่ควรมาตรวจ)
- ผู้ป่วย เบาหวาน
- ผู้ป่วย ความดันโลหิตสูง
- คนที่มีประวัติไตอักเสบ นิ่ว หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเรื้อรัง
- คนในครอบครัวมีโรคไต
- ผู้สูงอายุ
- ผู้ใช้ยาแก้ปวด NSAIDs ต่อเนื่อง
วิธีชะลอไตเสื่อมและดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยโรคไต
ข่าวดีในยุคที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปไกล คือการค้นพบว่าเราสามารถชะลอไตเสื่อมได้ หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างถูกวิธี เมื่อพบเห็นอาการของโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด: ช่วยลดการอักเสบ และป้องกันไม่ให้หลอดเลือดฝอยในไตถูกทำลายไปมากกว่าเดิม
- ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์: ช่วยลดแรงดัน และลดภาระการทำงานหนักของหน่วยกรองไต
- จำกัดอาหารรสเค็ม: ลดภาระการคั่งน้ำและควบคุมความดันให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ผู้ป่วยบางรายอาจต้องลดการทานโปรตีนเพื่อลดของเสียจำพวกยูเรียด้วย
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวด NSAIDs: ตัวยาเหล่านี้ทำให้เส้นเลือดไปเลี้ยงไตหดตัว ส่งผลให้เนื้อไตขาดเลือด และเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว
- ดื่มน้ำอย่างเหมาะสมและออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ช่วยเพิ่มระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้ไตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- พบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพไตทุก 3–6 เดือน: เพื่อติดตามแนวโน้มและปรับแผนการรักษาได้อย่างทันท่วงที
การตรวจวินิจฉัยโรคไต แพทย์ตรวจอะไรบ้าง?
การมาตรวจไตในปัจจุบัน แพทย์มักจะประเมินผ่าน 3 วิธีหลักที่ให้ข้อมูลแม่นยำ ดังนี้
1. การตรวจเลือด
- ตรวจค่าครีเอตินิน ซึ่งเป็นของเสียจากกล้ามเนื้อ หากค่านี้สูง แสดงว่าไตขับออกได้ไม่ดี
- ตรวจอัตราการกรองของไต (eGFR)
- ตรวจความสมดุลของโซเดียม โพแทสเซียม ช่วยให้แพทย์มองเห็นภาพรวมการทำงาน และวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด
2. การตรวจปัสสาวะ
- ตรวจหาโปรตีนที่รั่วซึมออกมา
- ตรวจหาเม็ดเลือดแดงปนเปื้อนในปัสสาวะ
- ตรวจหาเม็ดเลือดขาวเพื่อเช็กการติดเชื้อ
3. การตรวจอัลตราซาวด์ไต
- ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงประเมินขนาดและรูปร่างของไต ตรวจหาก้อนนิ่ว หรือภาวะท่อไตอุดตัน
ผลลัพธ์จากการตรวจทั้งหมดจะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล ลดความกังวลใจของครอบครัว และปกป้องไตของคุณให้ทำงานได้ยาวนานที่สุด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ปวดหลัง ปวดเอว เป็นอาการโรคไตเสมอไปไหม?
ไม่เสมอไป เนื่องจากอาการปวดหลังส่วนใหญ่มักเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ แต่หากคุณมีอาการปวดร้าวลึก ๆ บริเวณสีข้าง ร่วมกับอาการปัสสาวะขุ่น แสบขัด หรือมีไข้หนาวสั่น นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคไตอักเสบ นิ่วในไต หรือการติดเชื้อที่ลุกลาม ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยแยกโรคให้ชัดเจน
ฉี่เป็นฟองแบบไหนถึงผิดปกติ?
หากเกิดฟองเล็กน้อยและยุบตัวลงอย่างรวดเร็วถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดจากแรงดันน้ำ แต่หากพบว่าปัสสาวะเป็นฟองหนาฟูคล้ายฟองเบียร์ อยู่นาน และเกิดซ้ำบ่อย ๆ นี่คือความผิดปกติที่บ่งชี้ถึงโปรตีนรั่วในปัสสาวะ ซึ่งเป็นสัญญาณแรกเริ่มของการเกิดโรคไตวายเรื้อรัง
ค่า eGFR เท่าไหร่ถึงเรียกว่าไตเริ่มเสื่อม?
แพทย์จะจัดว่าไตมีความเสื่อมอย่างเป็นทางการ เมื่อค่า eGFR ต่ำกว่า 60 มิลลิลิตร/นาที ติดต่อกันนานอย่างน้อย 3 เดือน (Stage 3) ซึ่งหมายความว่าไตสูญเสียการทำงานไปแล้วกว่าครึ่ง ในระยะนี้แม้ยังไม่มีอาการหนัก แต่จำเป็นต้องคุมปัจจัยเสี่ยงทุกมิติอย่างเคร่งครัด
โรคไตวายเรื้อรังรักษาให้หายขาดได้ไหม?
ไม่สามารถรักษาให้กลับมาทำงาน 100% ได้ เนื่องจากหน่วยไตที่ถูกทำลายไปแล้วจะไม่สามารถสร้างใหม่ได้ แต่หากตรวจพบเร็ว เราสามารถใช้วิธีทางการแพทย์และปรับพฤติกรรมเพื่อชะลอความเสื่อม ยืดอายุไตให้ทำงานต่อไปได้อีกหลายปีโดยไม่ต้องฟอกไต
ไตวายระยะสุดท้ายต้องทำอย่างไร?
ต้องเตรียมวางแผนรับการบำบัดทดแทนไตโดยด่วนร่วมกับอายุรแพทย์โรคไต ไม่ว่าจะเป็นการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การล้างไตทางช่องท้อง หรือการผ่าตัดปลูกถ่ายไต เพื่อขจัดของเสียที่คั่งค้าง ป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง และช่วยให้ร่างกายกลับมาสมดุลเพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ
โรคไตวายเรื้อรังแม้จะเป็นภัยเงียบที่ไม่ค่อยแสดงอาการในระยะแรก แต่หากเราหมั่นสังเกต 7 สัญญาณเตือนของร่างกาย ก็จะช่วยให้รู้เท่าทันโรคได้เร็วขึ้น นอกจากนี้การตรวจคัดกรองการทำงานของไตอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยชะลอไตเสื่อมได้อย่างเห็นผล อย่ารอให้โรคดำเนินไปจนถึงระยะสุดท้าย หากคุณหรือคนในครอบครัวมีอาการเข้าข่าย ศูนย์ฟอกไต โรงพยาบาลธารารักษ์พร้อมให้คำปรึกษา เพื่อวางแผนดูแลและปกป้องสุขภาพไตของคุณตั้งแต่วันนี้
บทความนี้ตรวจสอบความถูกต้องโดย: นพ.ศุภวิวัชร โรจนสิงหะ (ว.48276)
อายุรแพทย์โรคไต, หมอเวชศาสตร์ครอบครัว
วว.เวชศาสตร์ครอบครัว, วว.อายุรศาสตร์, วว.อายุรศาสตร์โรคไต
แพทยศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



